‘อาจารย์ที่ดีที่สุด คือ ตัวเราเอง’ บทเรียนที่เถ้าแก่ยุคใหม่ต้องผ่าน! กับ สรรเสริญ สมัยสุต

เรื่องราวของคุณเบสท์ สรรเสริญ สมัยสุต ประธานสำนักพัฒนาธุรกิจของ CP Group ซึ่งมีบทบาทและหน้าที่ในการสรรหาและพัฒนาธุรกิจใหม่ๆ ให้กับกลุ่ม ซีพีพร้อมกันนั้นก็เป็นผู้มีส่วนผลักดันและเป็นส่วนสำคัญในการสร้างผู้นำหรือซีอีโอรุ่นใหม่ในอนาคตซึ่งอยู่ภายใต้โครงการโรงเรียนผู้นำที่กลุ่มซีพีมุ่งมั่นพัฒนามานานหลายปีแล้ว ซึ่งคุณเบสท์ ทำหน้าที่เป็นโค้ชหรือเมนเทอร์คนสำคัญของโครงการดังกล่าวด้วย ก่อนอื่น…ถ้าคุณอ่านบทสัมภาษณ์ต่อไปนี้แล้วคันไม้คันมืออยากไฮไลท์ข้อความที่เป็นวรรคเด็ดแล้วละก็ เราขอบอกว่า คุณไม่ใช่คนเดียวที่รู้สึกแบบนี้! เพราะคนเบื้องหลังมากมายที่ผ่านตาและตรวจสอบบทสัมภาษณ์ชิ้นเข้มข้นของเราชิ้นนี้ ต่างก็รู้สึกแบบเดียวกัน เพราะมันมีวรรคเด็ดให้จดจำมากจนเกินจะนับ และหากถอดรูปแบบการพูดคุยสนทนาออกไปแล้ว เราเชื่อว่านี่คือตำราการทำธุรกิจที่เปี่ยมล้นด้วยคุณค่าซึ่งกลั่นมาจากความคิดคนที่หลงใหลและทุ่มเทกับการทำธุรกิจมาตั้งแต่อายุไม่ถึงสิบขวบ !


คุณเบสท์ สรรเสริญ สมัยสุต ท่านประธานของกลุ่มซีพี หรือ คุณธนินท์ เจียรวนนท์ เรียกเขาว่า อาจารย์เบสท์ ซึ่งเขามักจะหัวเราะเขินๆ เสมอเมื่อพูดถึง เพราะเขาไม่เคยคิดว่าตัวเองเป็นอาจารย์ใครได้ นอกจากเป็นอาจารย์ของตัวเอง การเป็นอาจารย์ของตัวเองไม่ใช่แค่วรรคเด็ด (ในกรณีที่คุณกำลังจะไฮไลท์) แต่เป็นหลักคิดสำคัญที่ทำให้คุณเบสท์-สรรเสริญ หล่อหลอมตัวเองมาได้จนถึงทุกวันนี้ เรียนรู้ ลองผิดลองถูก ผ่านการลงมือทำ เพื่อให้รู้จักตัวเอง รู้จุดดี ปิดจุดอ่อน ชัดเจนกับจุดตายและหลีกเลี่ยงมันให้ได้ เหล่านี้คือหลักการที่เขาบอกว่า ไม่มีใครสอนนอกจากการลงมืออย่างจริงจังเข้มข้น เข้าเลือดเข้าเนื้อ แม้กระทั่งวันนี้ คุณเบสท์ก็ไม่ได้มาสอนใคร หากแต่เขาแค่มาสะท้อนให้เห็นว่า การเป็นผู้ประกอบการหรือเถ้าแก่ที่ดี มันต้อง ‘แพ้เป็นถ่าน ผ่านเป็นเพชร’ กันอย่างไร การให้โอกาสกับอำนาจคนต้องมาพร้อมกันยังไง เส้นแบ่งบางๆ ของผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ กับ ผู้นำที่ขี้โม้ เป็นแบบไหน สรรเสริญ สมัยสุต ไปจนถึงเรื่องที่ว่า ทักษะแห่งอนาคตของผู้ประกอบการยุคใหม่ ควรประกอบไปด้วยอะไรบ้าง? ทั้งหมดทั้งมวลนี้ เราสกัดแง่คิดมาจากเจ้าตัว ที่เคยเป็นอดีตเถ้าแก่ที่เฟ้นหาโอกาสทางธุรกิจให้ตัวเองมาตลอดชีวิต และเป็นคนหนึ่งที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงสุดในวงการธุรกิจไทย ข้อพิสูจน์นั้นก็คือการปั้นธุรกิจอีคอมเมิร์ซของตัวเองที่ชื่อ We Love Shopping ตอนอายุ 22 สร้างระบบการขายของจนเข้าตาบริษัทใหญ่ระดับประเทศ อ้าว แล้วเขามาเป็นผู้บริหารขององค์กรยักษ์ใหญ่แบบ CP ได้อย่างไร? คุณอาจจะแอบสงสัย เขาก็ขายบริษัทอีคอมเมิร์ซนั้นให้กับบริษัทในเครือของ CP แล้วมาเป็นเพชรเม็ดงามให้กับองค์กรที่เชื่อมั่นในวิธีคิดของเขาจนถึงวันนี้… นี่คือบทสัมภาษณ์ที่จะช่วยให้คุณ SHiFT มุมมองการเป็นเถ้าแก่ยุคใหม่ ทบทวนการทำธุรกิจที่คุณเคยทำมาทั้งชีวิต เรารู้ว่า ไม่อ่านไม่ได้แล้ว ถ้าอย่างนั้น อย่ารอ! คุณสรรเสริญ สมัยสุต มองเห็นวิธีคิดของ Entrepreneur หรือเจ้าของกิจการ โดยเฉพาะในยุคนี้เป็นอย่างไรบ้าง ถ้ามองจากประสบการณ์การสอนที่โรงเรียนผู้นำของกลุ่มซีพีมานานหลายปี ผมคิดว่าหนึ่งในวิธีการสร้างคนที่ดีที่สุด คือการให้โอกาส เพราะต่อให้เป็นคนเก่ง คนดีและมีความสามารถ แต่ไม่ได้รับโอกาส เขาก็ไม่มีวันได้ฉายแสงนะครับ ผมคิดว่าสิ่งที่ซีพีกรุ๊ปมีให้ ก็คือ เรามีธุรกิจที่ใหญ่และหลากหลาย ดังนั้นจึงทำให้เรามีโอกาสให้กับคนรุ่นใหม่ได้ทดลองทำ แล้วผมคิดว่าในโลกของความเป็นจริง การทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จไม่ใช่เรื่องของทฤษฎี แต่เป็นเรื่องของการลงมือทำ เพราะการลงมือทำ คือการกำหนดโชคชะตาของเราเองด้วย ถ้าพูดถึงว่าการลงมือทำเท่ากับโชคชะตาแล้ว เบื้องต้นคุณคิดว่าแล้วการลงมือทำ หรือการกำหนดโชคชะตา มันต้องเริ่มต้นหรือประกอบไปด้วยปัจจัยอะไรบ้าง? จริงๆแล้ว ถ้าขยายความเรื่องของโอกาสให้มากขึ้นก็คือว่า ถ้าเป็นในสมัยก่อน ผมอาจจะอยู่ในยุคที่การเป็นเถ้าแก่ มันไม่ได้ง่ายเลย เพราะอย่าลืมว่าการได้โอกาสมาหนึ่งโอกาส มันหมายความว่าทุกโอกาสมันมีต้นทุนเสมอ ทุนขั้นต่ำเลยก็คือค่าแรงเราถูกมั้ย? ดังนั้นการจะทำธุรกิจมันไม่ง่าย สมัยก่อนการที่ผมจะสร้างธุรกิจมาได้เนี่ย โอ้โห!มันต้องใช้ความอดทน ต้องบากบั่นและเต็มไปด้วยการแข่งขันต่างๆนานาสารพัด แต่เถ้าแก่ในซีพีทุกวันนี้ องค์กรเรามีโปรเจกต์ให้เขาได้รับผิดชอบธุรกิจไปเลย 1 ธุรกิจ เช่น อาจจะให้ไปรับผิดชอบร้านเซเว่นกี่สาขาก็ว่าไป หรืออาจจะให้เขาไปรับผิดชอบธุรกิจ True Shop CP Fresh Mart บางโซน บางเขตไปเลย ให้ธุรกิจไปทำแล้ว ก็ต้องให้อำนาจพวกเขาเป็นเหมือน Mini CEO นั่นคือให้พวกเขาได้มีสิทธิ์ที่จะบริหารงานเหมือนเป็นซีอีโอจริงๆ โดยให้ผู้มีอำนาจแต่เดิมหรือนายเก่าพวกเขาที่เคยดูแลพื้นที่นั้นๆ เปลี่ยนจากผู้นำกลายเป็นผู้สนับสนุนแทน ดังนั้นเด็กเหล่านั้นก็มีโอกาสได้ทำ ได้เป็นทั้งนักคิดและนักทำด้วย จากนั้นก็มารายงานผลกับผู้บริหารทุกๆ 2 สัปดาห์หรืออะไรก็แล้วแต่ตกลงกัน ซึ่งการที่เด็กได้คิด ได้ทำตามความคิดของตัวเอง อีกด้านหนึ่งมันก็เป็นการเปิดกรอบให้พวกเรา ผู้ใหญ่อีกหลายๆ คน ได้เรียนได้รับรู้สิ่งใหม่ๆ ได้เห็นมุมมองของเด็กรุ่นใหม่ว่าเขามีมุมมองที่แตกต่างจากผู้บริหารยังไงโดยที่เราเป็นผู้สนับสนุน ไม่ได้เป็นครอบงำพวกเขาว่า ทำแบบนู้นแบบนี้ถึงจะสำเร็จ พวกเราในกลุ่มผู้บริหารเชื่อว่า การให้โอกาสต้องมาพร้อมกับการให้อำนาจ ถ้าคนเรามีโอกาสแต่ไม่มีอำนาจในการตัดสินใจ เขาก็ไม่สามารถที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงได้ เมื่อเราให้ทั้งโอกาสและอำนาจแล้ว ผู้ใหญ่ที่มีอำนาจโดยแท้จริงต้องพร้อมสนับสนุน และคิดว่าทำยังไงให้เด็กเหล่านี้ประสบความสำเร็จในแบบของเขา และในขณะที่เด็กมารายงานผล เราก็เรียนรู้พร้อมไปด้วยว่าเด็กได้ทดลองอะไร หรือได้ทำเรื่องใหม่ๆอะไรลงไปบ้าง เท่ากับว่ามันเป็นการเปิดโลกทัศน์สำหรับผู้นำ ได้ฟังเสียงคนรุ่นใหม่ และได้ฟังเสียงคนที่อยู่หน้างานคือพนักงานที่ไปลงมือทำจริงๆ ด้วยวิธีนี้จะเกิดการแลกเปลี่ยนความคิดของคนรุ่นใหม่กับคนรุ่นเก่าด้วย นี่คือโอกาสที่ดี ที่จะให้เด็กไปรับผิดชอบและกล้าตัดสินใจลงมือทำ ขณะเดียวกัน เด็กๆ ก็ต้องตั้งเป้าหมายก่อนว่า สิ่งที่จะทำคืออะไร ดังนั้นแค่เรื่องเป้าหมายอย่างเดียวจะทำให้เราเรียนรู้จักเด็กทันทีเลยนะ เพราะถ้าเด็กตั้งเป้าหมายเล็กเราก็จะรู้ทันทีว่าเด็กเหล่านี้คิดเล็ก หรืออาจจะอยู่ใน Comfort zone นะ แล้วพอคิดเป้าหมายเล็กๆ กิจกรรมและกลยุทธ์ มันก็จะเล็กตามไปหมด เพราะเป้าหมายเล็กก็มักจะไม่ได้ทำอะไรมากไปกว่าการไปอัพเกรดปรับปรุงสิ่งเดิมๆที่มีอยู่ให้ดีขึ้น แต่ถ้าเด็กคนนั้นตั้งเป้าหมายใหญ่ ก็จะทำให้กลยุทธ์ของเขายิ่งใหญ่และวิธีการลงมือทำก็จะใหญ่ แล้วพอเขามีเป้าหมายใหญ่ ส่วนใหญ่ก็จะไม่เลือกไปพัฒนาปรับปรุงระบบเก่าๆหรอก เขาก็จะต้องทำสิ่งใหม่ไปเลย มันถึงจะใหญ่พอ ดังนั้นจริงๆแล้ว จุดเริ่มต้นมันเริ่มจากการมองให้ออกว่า คุณภาพความคิดหรือเป้าหมายของเด็กๆ หรือคนทำงานรุ่นใหม่มีคุณภาพแค่ไหน นี่แค่ดอกแรกนะ แค่เรื่องการวางเป้าหมายก็เห็นแล้วว่าเด็กคนนั้นคิดยังไง หรือมีศักยภาพยังไง แค่การตั้งเป้าหมายมันก็เห็นหมดทุกอย่าง จากนั้น พอเด็กตั้งเป้าหมายเสร็จ เราก็จะดูแล้วว่าถ้าเด็กมีเป้าหมายใหญ่ มีโครงการยิ่งใหญ่ที่จะทำ มีตัวเลขมาประกอบ เราก็จะดูว่าเขามีกลยุทธ์ไหม กลยุทธ์มันจะสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริหารที่รับฟังอยู่ว่า กลยุทธ์เหล่านั้นมีโอกาสที่จะไปถึงเป้าหมายได้มั้ย บางครั้งเป้าหมายมันก็พูดง่ายนะ เพราะมันเป็นเรื่องของความฝัน แต่ความฝันมันจะเป็นจริงได้ ก็ต่อเมื่อมีกลยุทธ์ที่จับต้องได้นะครับ ดังนั้นคนมีวิสัยทัศน์กับคนขี้โม้เนี่ย มันต่างกันนิดเดียวเองนะ คนมีวิสัยทัศน์ก็คือคนที่เล่าอนาคตได้ จับต้องได้ นี่เขาเรียกคนมีวิสัยทัศน์ แต่คนที่เล่าอนาคตที่จับต้องไม่ได้ คนเหล่านี้คือคนขี้โม้ ซึ่งสองแบบนี้มันต่างกันแค่เส้นบางๆกั้นเท่านั้นเอง การมีกลยุทธ์ที่ดี ก็เป็นหนึ่งในตัวชี้วัดที่เราจะเห็นได้ว่า บุคลากรรุ่นใหม่มีมุมมองที่จะดำเนินธุรกิจยังไง ถ้ากลยุทธ์ดี เฉียบ และคม เราก็จะมีความมั่นใจได้ว่าเขามีสิทธิ์ที่จะไปถึงเป้าหมาย และกลยุทธ์ก็คือสิ่งที่เราทำได้ แต่คู่แข่งทำไม่ได้ คือสิ่งที่เราต่อยอดจากจุดแข็งของเราหรือเราทำก่อนคนอื่นเป็นต้น เมื่อมีกลยุทธ์ที่จับต้องได้ แล้วก็จะมาดูเรื่องต่อมา ก็คือการลงมือทำ เราต้องดูว่าเขามีวิธีการลงมือทำให้เห็นผลยังไง มีการทำงานเชิงปฏิบัติยังไงบ้าง เพราะว่าคนที่จะเป็นเถ้าแก่ได้จะต้องมีโลกทั้งสองใบคือ โลกแห่งความฝัน และโลกแห่งความจริง โลกของนักธุรกิจมันอยู่กับความฝัน แต่การทำงานมันอยู่กับความเป็นจริง มันอยู่กันคนละโลก ดังนั้นคนที่สามารถเป็นเถ้าแก่หรือเป็น CEO ได้ จะไม่ได้เป็นคนที่มีแต่ความคิดหรอก มันต้องลงมือทำให้เห็นผลได้ เขาต้องบริหารฟ้ากับดินให้อยู่ร่วมกันให้ได้ ดังนั้นเราจะดูเถ้าแก่รุ่นใหม่ด้วยว่า ในโลกความเป็นจริงหรือการลงมือทำเนี่ย เขาทำให้เห็นผลทางตัวเลขได้ไหม เชื่อเถอะว่า คนที่เก่งและมีศักยภาพ เขาใช้โอกาสไม่เปลืองหรอก และเมื่อเขาได้รับโอกาส เขาจะเดิมพันกับโอกาสนั้นแล้วทุ่มเท แล้วเราจะเห็นเลยว่าเมื่อเราเอาไฟไปเผาแล้ว เขาจะกลายเป็นถ่านหรือเป็นเพชร

คุณเบสท์ สรรเสริญ สมัยสุต เวลามองคนว่าเก่งหรือไม่เก่ง ต้องมองตอนโดนความกดดัน เพราะตอนอารมณ์ดีหรือวุฒิภาวะปกติของทุกคนเนี่ย ผมเชื่อว่าศักยภาพแต่ละคนไม่แตกต่างกันมาก แต่ศักยภาพจะแตกต่างกันค่อนข้างชัดเจน ก็ต่อเมื่อเขาได้รับแรงกดดัน คนที่ได้รับแรงกดดัน หรือคนที่เก่งจะสามารถแปรเปลี่ยนความกดดันเป็นผลงานได้ ในขณะที่คนทั่วไป ต่อให้เป็นคนมีความคิดดี แต่โดนความกดดันก็อาจจะอารมณ์ร้อน ตัดสินใจไม่แม่นยำ โวยวาย หรืออีคิวไม่ได้ และแทนที่จะเปลี่ยนความกดดันเป็นผลงานก็กลายเป็นความท้อแท้ ท้อถอย ยอมแพ้ ดังนั้นเราจะเห็นนิสัยใจคอของคนได้หมดทุกมิติผ่านการลงมือทำ และที่สำคัญนะครับ การทำงานใหญ่ มันไม่ได้สำเร็จได้ด้วยคนเพียงคนเดียวหรอก การจะเป็นเถ้าแก่ หรือ CEO มันต้องบริหารคนให้เป็นด้วย การให้เด็กรุ่นใหม่ หรือผู้บริหารรุ่นใหม่เขาไปบริหารธุรกิจเอง เราจะเห็นวิธีการบริหารคนของเขาด้วย จะได้รู้อีคิวหรือวุฒิภาวะในการตัดสินใจว่าเขาสามารถบริหารคนได้ไหม เพราะคนที่เราเลือกให้อยู่ในกลุ่มเขาจะเป็นคนเก่งทั้งนั้น ธรรมชาติของคนเก่งมักมีอีโก้และคนเก่งคุยกันมักจะไม่ค่อยรู้เรื่องเพราะทุกคนมีจุดยืนของตัวเองกันทั้งสิ้น ดังนั้นคนเก่งที่แท้จริงคือคนที่สามารถสื่อสารและถ่ายทอดได้ ไม่ใช่แค่ว่าคิดได้ โอเค ถ้าคุณคิดได้มันก็ดี กลยุทธ์เจ๋งลงมือทำธุรกิจก็เกิด แต่บริหารคนไม่ได้สุดท้ายก็ทำงานใหญ่ไม่ได้อยู่ดี เพราะเขาทำงาน อยู่คนเดียว เขาก็จะกลายเป็นศิลปินโดยสมบูรณ์แบบ คนที่จะประสบความสำเร็จในธุรกิจได้ หรือวุฒิภาวะของ CEO จึงมีเรื่องการสื่อสารและการบริหารคนเป็นอีกปัจจัยหลัก ที่จะทำให้รู้ว่าศักยภาพของแต่ละคนจะไปได้ไกลแค่ไหน ดังนั้นถ้ายกตัวอย่างการอบรมที่กลุ่มซีพีทำอยู่ ก็คือ เมื่อผู้บริหารแนะนำเด็กๆ ไปแล้ว เด็กๆก็จะลงมือทำแล้วก็จะมารายงานผลทุกอาทิตย์ แล้วพวกเราก็จะฟังวิเคราะห์แล้วก็เสนอแนะเขาว่าควรจะต้องปรับปรุงเปลี่ยนแปลงอย่างไร ส่วนเขาเมื่อรับฟังไปแล้วจะเอาไปทำตามหรือไม่เป็นเรื่องของเขา เพราะถือว่าเราให้อำนาจหรือให้โอกาสพวกเขาไปทำแล้ว ดังนั้นหน้าที่ของกลุ่มผู้บริหารในเครือเราก็เหมือนกับผู้นำโดยแท้จริงโดยไม่ได้ไปนำเขาตลอด แต่ต้องเดินข้างๆสนับสนุนให้พวกเขาประสบความสำเร็จ ผมคิดว่า คนที่จะบริหารธุรกิจใหญ่โตได้ ศักยภาพพื้นฐานของเขาต้องมีทักษะการสื่อสารและความเป็นครูอยู่ด้วย มันไม่มีทางหรอกที่เราจ้างบุคลากรมาแล้วจะเป็นไปตามสิ่งที่เราคิดทุกอย่าง แต่เราต้องรู้จักปั้นเขา รู้จักสร้างเขาให้เป็นบุคลากรที่เราต้องการ ดังนั้นผมคิดว่าหนึ่งในหน้าที่ของผู้นำคือทักษะการสื่อสารและถ่ายทอด ทักษะการบริหารคนเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะการบริหารคนที่ตำแหน่งน้อยกว่าเรา เราใช้คำสั่งได้ คุณสั่งเขาก็ทำนะครับ แต่คนที่มีทักษะ หรือเรียนมาสูงมากเช่น อาจจะเรียนมาเท่ากันหรือมากกว่า เราจะสั่งด้วยคำสั่งไม่ได้หรอก ต้องสั่งด้วยการให้แรงผลักดันและด้วยวิสัยทัศน์ให้เขาเห็นภาพเขาถึงจะทำ เช่น ผมอายุน้อยกว่าแต่จะบริหารคนที่อายุมากกว่า มันไม่ได้บริหารด้วยอารมณ์หรือคำสั่งได้เลยนะ เพราะด้วยวัยวุฒิรวมถึงอีกหลายปัจจัย ไม่ได้อำนวยให้สั่งด้วยคำสั่งได้หรอก ดังนั้นต้องพูดด้วยเป้าหมายและกลยุทธ์ที่จับต้องได้ มีเหตุผลและมีน้ำหนักทางตัวเลขที่น่าเชื่อถือมากพอที่จะทำให้เขาตัดสินใจเชื่อเราได้ ไม่ใช่ด้วยอารมณ์ ในกรณีที่ผู้บริหารคนนั้นไปบริหารกิจการที่มอบให้ไปและไม่ประสบความสำเร็จ ผู้นำองค์กรจะมีวิธีมองความล้มเหลวของพวกเขายังไง คือมันไม่มีใครเก่งมาตั้งแต่เกิดนะ และไม่มีทางที่เด็กเหล่านั้นจะทำได้สมบูรณ์แบบหรอกนะครับ แต่อย่างน้อยการที่เราให้เขาไปลงมือกับโอกาสใหญ่ๆ จะทำให้เราเห็นศักยภาพของเขาว่า ลิมิตของเขาอยู่ที่ตรงไหน สรรเสริญ สมัยสุต เหมือนกับผมไปบอกให้พนักงานทุกคนปีนภูเขาลูกเล็กๆ ลูกหนึ่ง ถ้าลูกเล็กๆเตี้ยมากๆเหมือนข้ามสะพานเนี่ยนะ ผมคิดว่าพนักงานทุกคนก็ทำได้หมด ผมก็จะไม่รู้หรอกว่าคนไหนเก่งหรือไม่เก่งเพราะเขาข้ามกันได้หมดทุกคน ดังนั้นสิ่งที่ผมทำก็คือว่า เมื่อเราจะสร้างคนและให้โอกาสที่ใหญ่พอนะ ผมต้องให้ภูเขาลูกใหญ่ไปลูกหนึ่งแล้วให้ทุกคนปีนข้าม ผมจะเห็นลิมิตของแต่ละคนว่าอยู่ที่ไหน เช่น คนนี้ปีนได้เกือบถึงยอดเขาหรือคนนี้แค่ตีนเขาก็ไม่รอดแล้ว ดังนั้นถ้าผมให้โอกาสที่ท้าทายพอ เราจะเห็นลิมิตของเด็กแต่ละคน แล้วเราจะรู้แล้วว่าจุดอ่อนเขาอยู่ตรงไหนทันทีเลย แล้วเราจะได้พัฒนาเขาได้ถูกต้องว่า คนนี้อ่อนเรื่องไหน ไม่อย่างนั้นนะคุณรับคนรุ่นใหม่มาแล้วคุณก็ค่อยๆใช้งานเขาไปเนี่ย กว่าคุณจะรู้ว่าเขาเก่งหรือไม่เก่ง อาจจะผ่านไปแล้ว 5 ปี 10 ปี เพราะเขาได้โอกาสเล็กนิดเดียว เลยไม่ได้ฉายแสงสักที สู้เราให้โอกาสที่ใหญ่ให้งานหนักไปเลยทีเดียว เราจะรู้เลยศักยภาพเขาอยู่ตรงไหน มันจะดีกว่า แล้วอีกมุมหนึ่ง ถ้ามองจากฝั่งบริษัท มันไม่เสี่ยงสำหรับคนที่ให้โอกาสหรือ มันไม่เสี่ยงหรอก ทุกการเรียนรู้มีต้นทุนทั้งนั้น เราเรียนปริญญาตรีก็จ่ายค่าเทอม เรียนปริญญาโทก็จ่ายค่าเทอม ทุกการเรียนรู้ก็มีค่าใช้จ่าย ดังนั้นมันมีความเสียหายอยู่แล้วทางการเงินถูกไหม ถ้าอยากรู้ว่าเขาทำได้หรือไม่ได้แค่ไหน บริษัทก็ต้องลงทุน แต่ส่วนที่เรายกให้เขาไปรับผิดชอบ มันไม่ได้ใหญ่โตเกินไป เช่นกรณีการสร้างเถ้าแก่รุ่นใหม่ เราให้เขาไปบริหารธุรกิจ เราก็แบ่งเขตรับผิดชอบ โดยรู้อยู่แล้วว่าถ้ามีความเสียหายเกิดขึ้นในเขตนี้ เต็มที่เราจะเสียเท่าไหร่ กี่สาขา กี่จังหวัด เราเห็นหมดแหละ และอีกอย่างคือว่า ต่อให้ผิด มันก็ไม่ได้ผิดไกลหรือนานมากหรอก เพราะว่า 2 อาทิตย์เขาก็มารายงานทีนึง ดังนั้นตัวเลขก็มีให้เห็นอยู่ว่าอะไรดีหรือไม่ดี เอาจริงๆ ผมไม่ได้กลัวความผิดพลาด เพราะแปลว่ามันมีการลงมือทำ มันถึงได้มีถูกมีผิด แต่ถ้าไม่ผิดเลยก็คือไม่ทำ ดังนั้นความล้มเหลวมันก็เป็นจุดเริ่มของความสำเร็จ ถ้าไม่อยากล้มเหลว หรือไม่ผิดพลาดเลย ก็คือไม่ทำ ดังนั้นให้คนรุ่นใหม่เขาลงมือทำแล้วเราก็ช่วยและสนับสนุนเขาไปดีกว่า ถ้ามีอะไรผิดพลาด ก็ให้เขาพูดมาตรงๆได้เลย เพราะพวกเขาคือฮีโร่ที่ทำให้เรารู้ว่ามีข้อผิดพลาดตรงไหน เพราะว่าถ้าเกิดเขาทำผิดแล้วไปต่อว่ามันก็เป็นการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ไม่ดีอยู่แล้วที่ผู้นำจะไปว่าเขา ดังนั้นผู้นำองค์กรที่ดีเนี่ย ถ้าเด็กทำผิดพลาดก็ต้องผลักดันให้ความรู้เขาและบอกให้เขารู้ว่าอย่าผิดซ้ำ สำหรับผม ปัญหามันแบ่งออกเป็น 2 ประเภท หนึ่งคือ ปัญหาใหม่ ซึ่งจะทำให้บริษัทเดินหน้า กับสองคือปัญหาเก่า ซึ่งทำให้บริษัทถอยหลัง ถ้าเจอปัญหาซ้ำซาก บ่อยๆ แสดงว่าบริษัทถอยหลังแล้วละ เพราะแก้ไม่ได้สักที แต่ถ้าเจอปัญหาใหม่ๆเรื่องใหม่ๆ ผมถือว่าเป็นเรื่องที่ดี อย่าลืมว่าการทำสิ่งใหม่มันมาคู่กับปัญหาทั้งนั้น ดังนั้นถ้าคนจะเป็นนักธุรกิจต้องมีความสุขกับปัญหาก่อน เพราะการทำธุรกิจต้องอยู่กับปัญหาถ้าไม่มีความสุขกับการอยู่กับปัญหาและการแก้ไขปัญหา มันจะทำให้เมื่อเห็นปัญหาคุณก็เบื่อหรือท้อ จิตวิญญาณของคุณจึงไม่ใช่ผู้นำ ยิ่งเป็นผู้นำก็ต้องทำสิ่งใหม่ๆอยู่ตลอดเวลา ต้องเจอกับปัญหาเป็นเรื่องปกติ ดังนั้นผมคิดว่าจิตตั้งต้นในการที่จะมีความสุขกับการแก้ปัญหาคือสิ่งที่สำคัญอีกเรื่องในการเป็นผู้นำและเป็นนักธุรกิจ อยากให้คุณสรรเสริญ สมัยสุต ช่วยย้อนกลับไปตอนที่เริ่มทำธุรกิจส่วนตัวกันบ้าง ในตอนนั้นมีคนมาให้คำปรึกษามั้ย หรือไปเรียนรู้เอาเองและตอนนั้นคุณค้นพบว่าตัวเองเป็นคนที่มีความสุขกับปัญหาหรือการแก้ปัญหาหรือเปล่า ต้องบอกว่าผมมีเป้าหมายในการทำธุรกิจมาตั้งแต่เด็ก คือผมอาจจะโชคดีที่รู้จักตัวเองได้เร็วด้วย เพราะผมมีความเชื่ออย่างหนึ่งมาตั้งแต่เด็กว่าถ้าผมยิ่งรู้จักตัวเองมากเท่าไหร่ ผมจะยิ่งประสบความสำเร็จมากเท่านั้น ดังนั้น การที่ผมรู้จักตัวเองมาก ก็ยิ่งทำให้รู้จักจุดแข็งและจุดอ่อนของตัวเองมากขึ้น จากนั้นผมก็เลือกที่จะพัฒนาจุดแข็งและปิดจุดอ่อน ดังนั้นในมุมมองผม ซึ่งอาจจะคิดไม่เหมือนคนอื่นก็คือ ผมไม่มีใครเป็นไอดอลที่จะต้องเป็นอย่างคนๆ นั้น หลักการคิดของผมก็คือ ผมนับถือตัวเองเป็นอาจารย์และเรียนรู้จากตัวผมเองนี่แหละ เรียนรู้ว่าตัวเองมีจุดแข็ง จุดอ่อน จุดตายอยู่ตรงไหน แล้วผมก็พัฒนาตัวเองให้ดีขึ้นเรื่อยๆ นั่นคือพื้นฐานที่ทำให้ผมมีบุคลิกและทัศนคติเป็นแบบทุกวันนี้ ผมพยายามแตกฉานด้วยตัวเอง ผ่านการลงมือทำจนเข้าใจตัวเอง เช่น ตอนเด็กๆ ผมอาจจะคิดว่าที่ผมชอบวิศวะเพราะผมเก่งเลข แต่พอผมลงมือเรียนจริงๆ ผมก็เริ่มรู้ว่าผมเก่งทั้งเลขและฟิสิกส์ ดังนั้นตัวอย่างนี้ ทำให้ผมคิดว่า การลงมือทำนั่นแหละ ที่ทำให้เรารู้จักตัวเองดีขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นมันไม่มีอะไรดีเท่ากับการเรียนรู้ตัวเองผ่านก