สุธีรพันธุ์ สักรวัตร แห่งไทยพาณิชย์ นักการตลาดที่ไม่สนเรื่องแรงบันดาลใจ แต่ให้ความสำคัญกับไอเดีย

พลังงาน ความคิดสร้างสรรค์ การปรับเปลี่ยนที่รวดเร็วว่องไว น่าจะเป็นสิ่งที่ทุกคนสังเกตเห็นจากผู้ชายคนนี้ได้ไม่แพ้เรา แต่เสียใจด้วย ถ้าหากคุณจะถามหาเคล็ดลับด่วนๆ จากเขาเพื่อเป็นแรงบันดาลใจ เพราะเราไม่แนะนำ

สิ่งที่คุณ ตูน – สุธีรพันธุ์ สักรวัตร ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงานการตลาด ธนาคารไทยพาณิชย์ จะให้ได้เป็นชิ้นเป็นอัน น่าจะเป็นเรื่องกระบวนการคิด เพราะมันจะนำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลงในท้ายที่สุด

แต่ถึงกระนั้น ไม่มากก็น้อย เขาก็คือคนที่มีส่วนในการสร้างแรงบันดาลใจ ขับเคลื่อนให้เกิดความเปลี่ยนแปลงแบบมีสีสัน เปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวาในองค์กรธุรกิจสายแข็ง จริงจัง เคร่งขรึม เพราะนั่นคือสิ่งที่หลายคนคาดหวังให้ธุรกิจธนาคารเป็นมาตลอด เพียงแต่มันไม่จำเป็นต้องเป็นแบบนั้นไปตลอด อย่างน้อยก็ตอนที่เขาและทีมงานต้องเข้ามาเสริมทัพ

แม่มณีเอย คอนเทนต์ในหน้าเว็บไซต์ของธนาคารเอย (ที่เมื่อก่อนแทบไม่มีใครเปิดอ่าน มีแต่เปิดผ่าน เพราะมันจริงจังจนเหนื่อยใจ) วันนี้เซ็คชั่น Stories & Tips มีสารพัดเรื่องที่สาระจัดเต็ม น่าอ่านไม่แพ้สื่อธุรกิจดังๆ ในวงการ ไหนจะ SCB TV ไหนจะแอปพลิเคชั่น food delivery ชื่อโรบินฮู้ด ทั้งหมดนี้เกิดจากทีมงานฝ่ายการตลาดหลายสิบชีวิต ที่ทำงานด้วยความสนุก สร้างสรรค์ เห็นโอกาสมากกว่าอุปสรรค

ถามว่าการทำงานในตำแหน่งนี้ เครียดมั้ย (ขอโทษที คือแค่ชื่อตำแหน่งก็ยาวแล้ว ความรับผิดชอบยิ่งไม่ต้องพูดถึง) ?

เขาหัวเราะและบอกว่า คนอื่นมักจะคิดว่าเขาเครียด แม้แต่ภรรยาหรือลูกน้องก็เครียดแทน แต่เขาไม่ได้เครียดด้วย

เหตุผลน่ะหรือ?

สุธีรพันธุ์บอกว่า แม้วันนี้จะเข้ามาทำงานเป็น corporate guy แต่เขากลับใช้วิธีคิดจากเอเจนซี่ที่เคยใช้ชีวิตคลุกคลีอยู่เกือบทศวรรษ

“ตอนทำงานเอเจนซี่ ผมไม่เคยได้ยินคำว่าปัญหา มีแต่คำว่า บรีฟ” เขาบอกว่า ถ้ามองทุกอย่างเป็นบรีฟ เราจะสนุกกับการแก้โจทย์ ทำให้มันดีขึ้น แต่ถ้ามองว่าเป็นปัญหา เราจะทุกข์ และไม่มีความสุขกับงาน

เขาไม่ใช่คนที่ต้องการแรงบันดาลใจ (แถมยังบอกด้วยซ้ำว่า แรงบันดาลใจมันไม่มีจริงหรอกคุณ) เพราะงานของเขารอไม่ได้ เมื่อถึงเวลาที่คิดงานก็ต้องคิด สิ่งเดียวที่ยึดถือได้เป็นหลัก ไม่ใช่รอให้อารมณ์มาก่อน ถึงจะสร้างสรรค์งานได้ แต่การลุกขึ้นไปรีเสิร์ชในเรื่องนั้นๆ ต่างหาก คือคำตอบ

“ผมบอกทีมงานทุกคนเสมอว่า เวลาคิดงาน อย่าเริ่มต้นด้วยการคิดงาน ให้เริ่มต้นจากการรีเสิร์ช แล้วเราจะสนุกกับงาน”

ที่พูดมาทั้งหมด ตกลงเราไม่ได้คุยเรื่องการดิจิทัลมาร์เก็ตติ้ง ที่เขาเชี่ยวชาญหรอกหรือ? ไม่ใช่อย่างนั้น มาถึงห้องผู้บริหารแบบเขาทั้งที ใครจะพลาด ไม่ได้มีแค่เรื่องการตลาดนะ แต่มีทั้งเรื่องการปรับตัวขององค์กร ภูมิทัศน์ของสื่อ ฯลฯ เพียงแต่เราอยากให้คุณรู้ว่า ชีวิต การทำงาน องค์ความรู้ที่เข้มข้นด้านการตลาด คือสิ่งที่หลอมรวมในตัวเขาจนแยกไม่ออก

และนานๆ ที เราถึงจะรู้สึกว่า เหมือนได้นั่งคุยกับอาจารย์ที่ไม่ใช่แค่นำความรู้นอกห้องเรียนมาสอนเรา แต่สลายขอบเขตของห้องเรียน ให้เรารู้สึกว่า การเรียนรู้มีอยู่ทุกหนทุกแห่ง การนั่งคุยกันกว่า 100 นาทีกับเขา ก็คือตำราอีกเล่มที่เราแบกกลับบ้านด้วยความรู้สึกว่า มันคือบรีฟสำคัญของการทำงาน

และแน่นอน… การใช้ชีวิต




ก่อนอื่น ต้องถามเรื่องบริบทหรือบทบาทของการทำงานกับธนาคารไทยพาณิชย์ที่คุณรับผิดชอบทุกวันนี้เป็นอย่างไรบ้าง

ผมมารับตำแหน่งประมาณ 4 ปีที่แล้ว ในขนาดของทีมที่มีพนักงานประมาณ 100 คน ผมมาในจังหวะที่มีคนอยู่แล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นคือต้องพูดตรงๆ ว่า ทีมการตลาดก็คือทีมการตลาดของสถาบันการเงินที่ทำการตลาดแบบดั้งเดิมมาโดยตลอด แต่ผมเข้ามาทำงานในช่วงที่ไม่ใช่แค่แบงค์เปลี่ยนแปลงนะครับ แต่ภูมิทัศน์ทางการตลาดทั้งหมดเปลี่ยนแปลง สิ่งที่มีอยู่ในความคิดของผมก็คือ จะทำยังไงให้ 80% ของกำลังพลเรา และเป็นกำลังพลที่กำลังจะตกยุค หรือเป็นเจนเนอเรชั่นที่กำลังจะตกยุค ให้เขาเดินทางไปกับเราต่อได้ และให้เขาเข้าใจสิ่งที่เรากำลังจะทำต่อไปด้วย

ดังนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดคือเราต้องสร้างเขา ต้อง reskill ต้อง retrain ปรับทัศนคติการทำงาน เพื่อให้เขาเข้าใจว่า จริงๆ แล้วในการตลาดสมัยใหม่ โลกมันจะเป็นยังไง เราอาจจะเห็นไม่ชัดเจนว่าโลกมันจะเป็นยังไงก็ตาม แต่เราก็ต้องพยายามพาเขาไปโลกอนาคตให้ได้

ทั้งหมดทั้งปวงมันก็เป็นประสบการณ์ของเราที่เราสอนหนังสือในฐานะอาจารย์มหาวิทยาลัย และเพราะเราติดตาม เราสนใจเรื่องนี้ เราไม่ได้แค่มาทำหน้าที่สร้างแคมเปญการตลาด หรือแข่งขันทางการตลาด แต่เรามีหน้าที่มาสร้างทีม เพียงแต่ไม่สามารถสร้างทีมใหม่ทั้งหมดได้ เราต้องสร้างทีมที่มีอยู่ให้เขาทำในหลายๆ สิ่งที่เขาไม่เคยทำ แน่นอนว่ามันจะต้องมีกระบวนการ ซึ่งกระบวนการเปลี่ยนแปลงนี่แหละสำคัญมาก เพราะในกระบวนการเปลี่ยนแปลงนั้น มันทำให้เราค้นพบว่า เราก็มีศักยภาพหลายๆ อย่างได้เองเยอะมาก

ทุกวันนี้ทีมงานของพวกเราสามารถซื้อสื่อเองได้ โดยไม่ต้องใช้เอเจนซี่ซื้อ เราสามารถทำโฆษณาบนสื่อ Facebook, Google ได้โดยที่ไม่ต้องใช้เอเจนซี่ เราสามารถผลิตคอนเทนต์เองได้ กำหนดกลยุทธ์เองได้ เราสามารถออกแบบแบรนด์คอนเซปต์เองได้ เป็นแพลนเนอร์เองได้ ผมเข้ามาในวันที่โลกมันเปลี่ยนจริงๆ เราเลยต้องทำสิ่งที่ต้องการเอาเองเหมือนคำที่เขาพูดกันว่า be the change you want to see the world เรานี่แหละต้องเปลี่ยนแปลงตัวเอง เราอยากเห็นสิ่งใด เราก็ทำสิ่งนั้น

ดังนั้นที่ผ่านมาเราก็ทำทุกอย่างเพื่อที่เราอยากจะเป็นทีมการตลาดที่ดีที่สุด

บทบาทที่แตกต่างกันที่คุณเคยทำมาทั้งหมด มันเสริมกันและกันยังไง

โดยบังเอิญนะ ผมคิดว่ามันเป็นส่วนผสมที่ลงตัวที่สุดในชีวิตของคนคนหนึ่ง คือเพื่อที่ให้ทำแต่ละบทบาทให้ดีที่สุด คนๆ นั้นต้องทำอะไรบ้าง ถ้าคุณจะเป็นอาจารย์ที่ดีที่สุด คุณก็ต้องหาองค์ความรู้ที่ดีที่สุด เหมาะสมที่สุด ให้ลูกศิษย์เอาไปใช้งานให้มีประโยชน์มากที่สุด ไม่ตกยุค ดังนั้นมันจะทำให้เรากลายเป็นคนที่ practical มากๆ บอกเลยว่า ในบทบาทเชิงวิชาการผมอาจจะไม่ใช่ด็อกเตอร์ที่เรียนมาเยอะ แต่ผมมองเรื่องการนำมาปรับใช้มากกว่า ขณะเดียวกัน พอนำความรู้นี้ไปใช้ในบทบาทที่ปรึกษา มันก็ต้องใช้ empathy มากๆ ต้องเข้าใจธุรกิจนั้นอย่างลึกซึ้ง ต้องเข้าใจ pain ของซีอีโอ เพราะผมเป็นที่ปรึกษาของซีอีโอหลายๆ บริษัท ก็เลยทำให้เราเข้าใจธุรกิจนั้น ซึ่งก็มีธุรกิจประมาณ 3-4 กลุ่มที่ผมเป็นที่ปรึกษาให้ แปลว่าเราต้องเข้าใจธุรกิจนั้นลึกซึ้งมากๆ ซึ่งจะเป็นไปไม่ได้เลย ถ้าเราไม่ได้ลงไปทำธุรกิจนั้นเอง

พอกลับเข้ามาทำงานประจำในบริษัทอีกครั้ง ผมก็ต้องทำหน้าที่ต่างๆ ที่ได้รับมอบหมายมา ต้องบริหารทีม บริหารความคาดหวังของทุกฝ่าย ใช้ทักษะที่จะช่วยทำยังไงให้งานสำเร็จ ทั้งสามเรื่องนี้ ความรู้ที่เรามี บวกกับความเข้าใจในธุรกิจนั้น มันสามารถนำมาใช้ได้ดีเมื่อเรามาเป็น corporate guy อีกครั้ง หรือเป็นนักบริหารมืออาชีพ ซึ่งหลายๆ ครั้งเราก็จะเจอมืออาชีพที่ไม่เข้าใจว่าเจ้าของธุรกิจเขาต้องการอะไร เขาคิดอะไรอยู่ เขากลัวอะไร เขากล้ายังไง ประสบการณ์ที่ผ่านมามันช่วยเราได้เยอะในการทำงานตรงนี้ ขณะเดียวกันเราก็นำความรู้จากการสอนมาปรับใช้ เพราะเราไม่ใช่แค่รู้ แต่เราเอามาทำได้ ซึ่งบางทีมันก็สำเร็จ บางทีมันก็ผิดหวัง เพราะต้องยอมรับว่า เรื่องบางเรื่องเราคิดว่าถูกต้อง แต่ชีวิตจริง มันก็ไม่ได้เป็นเหมือนในตำรา เพียงแต่วันนี้เราเอาความรู้ที่เรามี มาเกลาให้มันกลมกล่อมขึ้นจากประสบการณ์จริงด้วย ผมว่ามันสำคัญ

หลายๆ ครั้งเราจะเจอ corporate guy ที่ไม่มีความรู้ด้านวิชาการ เขาก็จะไม่มี principle ไม่มีหลักการ แล้วจะใช้อัตตาของตัวเองในการตัดสินใจ ซึ่งก็ไม่ถูก คือความรู้มันเกิดมาจากการสั่งสม เรียนรู้มาจากหลายๆ คนจนตกผลึกกลายเป็น knowledge หรือ wisdom มันไม่ได้เกิดจากใครคนใดคนหนึ่ง แต่เกิดจากการตกผลึก ลองผิดลองถูกจากใครหลายๆ คน ดังนั้นเราก็ไม่จำเป็นต้องไปลองผิดเหมือนคนอื่น หรือลองถูกเหมือนคนอื่น เราสามารถใช้ความรู้นั้นมาปรับใช้ได้เพียงแต่ เรามีหน้าที่เลือกใช้ให้มันถูก บางทีความรู้มันอาจจะถูก แต่วิธีใช้มันอาจจะไม่ถูก หรือบางครั้งวิธีใช้อาจจะถูก แต่เราใช้ความรู้ผิดก็มี

คุณพูดเรื่องการตกยุคอยู่บ่อยๆ มีคำแนะนำไหมว่า ทำยังไงถึงจะไม่ตกยุค

คือไอ้การไม่ตกยุคนี่ ต้องถามว่าเรากลัวมัน หรือเราสนุกกับมัน ผมไม่ได้อยู่ฝั่งของคนกลัวตกยุค แล้วผมก็นึกไม่ออกว่าตกยุคแล้วชีวิตจะเป็นยังไง ผมก็เลยไม่ได้กลัว แต่ผมสนุกกับการทำให้ตัวเองสนใจสิ่งใหม่ๆ ตลอดเวลา แล้วบังเอิญว่าความสนุก หรือความซนที่จะไปหาอะไรใหม่ๆ เพื่อให้ตัวเองสนใจตลอดเวลา มันก็ยังเป็นความสนใจในวิชาชีพพอดี แล้วพอเราสนใจ เราเจออะไรใหม่ มันก็เลยเป็นความโชคดีมากกว่าที่เราจะนำสิ่งนั้นมาปรับใช้ในชีวิตจริงได้เลย

ผมทำงานทุกวันนี้ ผมสนุก ก็เพราะว่าไม่ใช่ผมทำงานอย่างเดียว ผมทำงานเพราะได้ทดลองอะไรใหม่ๆ จากสิ่งที่ผมสนใจ มันก็เลยสนุก ก็เลยเป็นความบันเทิงของชีวิตมากกว่าที่ได้ลองผิดลองถูกกับสิ่งที่เราสนใจในงานจริงๆ แต่ทีนี้ กับคนที่อาจจะตกยุค เราอยากบอกอะไรเขา? เราก็อยากจะบอกว่า จริงๆ แล้ววิชาชีพอะไรก็ตาม มันก็มีศาสตร์ใหม่ๆ เกิดขึ้นตลอดเวลา แต่น่าแปลกที่เมื่อมองย้อนกลับไป เพื่อนผมหลายคนที่เคยทำงานเมื่อสิบยี่สิบปีที่แล้ว ยังทำงานอยู่จุดเดิม ทำงานเหมือนเดิม ลักษณะงานเดิม เรื่องแบบนี้ ไม่ต้องเชื่อผมหรอกครับ แต่คำถามคือ มันเป็นได้ยังไงที่คุณทำงานลักษณะเดิมเป็นสิบๆ ปี ในขณะที่โลกข้างนอกมันเปลี่ยนไปขนาดนี้แล้ว? เพราะคุณไม่อยากไปทำอะไรใหม่ หรือเพราะคุณไม่มีโอกาสไปทำอะไรใหม่ๆ หรือเพราะว่าคุณไม่ได้เอาสิ่งใหม่ๆ มาปรับใช้กับงานปัจจุบันของคุณหรือเปล่า มันต้องตั้งคำถามเหมือนกันนะว่า ทำไมเรายังอยู่ในที่เดิม เพราะมันน่ากลัวนะ แล้วโลกในอนาคตมันต้องเปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา มีสิ่งใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นตลอดเวลา

ดังนั้น คอมฟอร์ตโซนที่น่ากลัวที่สุดของคนทำงานการตลาดหรืองานอื่นๆ คืออะไร

เป็นคำถามที่ดีมากครับ ผมว่ามันคือการยึดติดกับชื่อเสียงเก่าๆ ที่ผมเห็นบ่อยมากๆ แล้วผมก็เป็นห่วงมาก ๆ แล้วก็พยายามบอกทีมให้ระวังเลยก็คือว่า เวลาไปเจอใคร แล้วมักจะแนะนำตัวว่า เคยทำแคมเปญนี้ เคยได้รางวัลโฆษณาตัวนี้จากเมืองคานส์ เคยลอนช์แบรนด์นี้ ผมว่าพวกนี้คือพวกที่น่ากลัวมากๆ เพราะว่าการได้รางวัลคานส์ หรืออะไรมาเมื่อทศวรรษที่แล้ว กับการได้ในทศวรรษนี้ มันคนละบริบทกัน รางวัลนั้นมันไม่มีประโยชน์อะไรเลยกับทศวรรษนี้ การลอนช์แคมเปญก็เหมือนกัน เคยทำแล้วยิ่งใหญ่มากเมื่อทศวรรษที่แล้ว มันไม่ได้มีสาระสำคัญหรือประโยชน์อะไรกับคนในทศวรรษนี้

ผมว่าสิ่งที่น่ากลัวที่สุดของนักการตลาด ในวงเล็บว่า อายุ 35 ขึ้นไปถึง 50 เพราะมีอายุการทำงานเกินทศวรรษที่ผ่านมา ผมบอกเลยว่า จงอย่าแนะนำตัวเองด้วยความสำเร็จในอดีต เพราะมันเป็นความน่ากลัวมากๆ เลยนะ แต่สำหรับเด็กยุคใหม่ อายุ 20 กว่าๆ ผมว่าเขาเปิดโลกมากกว่า มีมุมมองทัศนคติของการเรียนรู้ที่ดีกว่า ไม่น่าเชื่อว่าเวลาเราไปงานสัมมนาการตลาดต่างๆ เราเจอเด็กเจนนี้มากกว่า 30-40 นะ เพราะคนรุ่นใหม่เขากระหายการเรียนรู้มากกว่า

ถ้าไม่แนะนำตัวเองด้วยความสำเร็จเก่าๆ ควรแนะนำตัวเองด้วยอะไร

ควรแนะนำตัวเองว่า ตอนนี้สนใจเรื่องอะไร อ่านหนังสือเรื่องอะไร ติดตามใครอยู่ อยากทำอะไร อ่านบทความนี้ เห็นกรณีศึกษาแบบนี้ แล้วอยากทำแบบนี้กับบริษัทของพี่ กับบริษัทของคุณ มากกว่ามาบอกว่า ผมเคยได้รางวัลคานส์มานะ เคยลอนช์แบรนด์ตัวนี้มา เคยสร้างยอดขายที่นี่มา มันไม่ได้การันตีว่า what got you here won’t get you there จริงๆ เรื่องนี้ผมไม่ได้บอกกับคนอื่นนะ ผมบอกกับตัวเองด้วย เพราะผมเชื่อว่าตัวเองต้องมีมายด์เซ็ตในการทำงานไปจนอายุ 60-70 ผมก็บอกตัวเองตลอดเวลาว่าจะทำยังไงให้เรายังสนุกกับการทำงานไปจนเราอายุ 70 ดังนั้นวิธีนึงก็คือการมีวิธีคิดที่จะนำพาตัวเราที่จะทำงานไปจนถึงอายุ 70

ตลอดเวลาที่ผ่านมามันมีโมเมนต์ไหนบ้างมั้ยที่ทำให้คุณ SHiFT จากจุดที่ไม่ไหวแล้ว มาเป็นจุดที่ตัวเองต้องเปลี่ยน แก้ไขอะไรต่างๆ ในช่วงอาชีพนั้น

จริงๆ ชีวิตผมนี่เป็นชีวิตแห่งการทำ transformation ของจริงเลยนะ เพราะว่าผมทำงานหรือเดินทางตามความสนใจของผมแท้ๆ ดังนั้นค่อนข้างโชคดีที่เป็นคนสนใจอะไรแล้วได้ทำสิ่งนั้นจริงๆ แล้วก็เบื่อ แล้วก็สนใจสิ่งใหม่ ผมทำงานยี่สิบกว่าปีที่แล้วกับบริษัทเชลล์ เป็นแบรนด์ที่มีการตลาดที่แข็งแกร่งที่สุดในยุคนั้น ทำให้ผมหลงใหลอยากทำงานเบื้องหลังของการตลาด เลยลาออกไปทำเอเจนซี่ เพื่อไปเรียนรู้ว่าในกระบวนการที่มันสร้างความยิ่งใหญ่ของแบรนด์หรือแคมแปญการตลาดของแบรนด์มันเกิดจากอะไร เลยไปสนใจงานเอเจนซี่โฆษณาเพื่อที่จะศึกษาหรือเรียนรู้กระบวนการสร้างแบรนด์ หรือทำการตลาด แล้วเราก็ได้ทำงานอย่างเต็มที่และคุ้มค่าพอสมควร แล้วก็เกิดอาการเบื่ออีก

ผมเคยทำหนังโฆษณางบแบบ 10 ล้านบาท สมัยนี้ทำ 3 ล้านยังว่าแพงเลย แล้วผมตั้งคำถามตลอดเวลาว่า production value อาจจะเยอะ แต่มันมีคุณค่าเชิง commercial หรือ business value หรือเปล่า คือทำไมหนังโฆษณาที่เราทำมา 3 เดือน 10 ล้านบาท พ่อเราไม่เห็นรู้จักเลย ไม่เห็นมีประสิทธิภาพเลย ตอนนั้นกลยุทธ์การโฆษณาด้วยสื่อ traditional เริ่มอิ่มตัวมากๆ หนังโฆษณาแพง มีเดียแพง เราเลยไปสนใจ tactic อื่นมันน่าจะมีประสิทธิภาพมากกว่าสื่อแบบเดิม ก็เลยมาสนใจ event หรือ experiential marketing หรือการทำการตลาดเชิงประสบการณ์ ก็สนุกอีก จนย้ายไปทำสิ่งเดียวกันนี้ที่ดีแทค หรือแคมเปญ feel good ซึ่งตอนนั้นมันไม่ได้เกิดจากหนังทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์ แต่มันเกิดจากประสบการณ์ กิจกรรมทางการตลาดที่มันสร้างประสบการณ์ จนมาเจอจุดที่คุณเอ วรวิสุทธิ์ (ภิญโญยาง) แนะนำเรื่องโซเชียลมีเดียต่างๆ มันก็สนุกมาก เราก็เริ่มสนใจเรื่องนี้ เพราะตอนนั้นมันเป็นสื่อใหม่จริงๆ

ทีนี้ หลังจากที่ทุกคนทำอีเวนต์กันหมด ใช้เงินเปลืองกันหมด เรียกว่าเราสามารถเจอบริษัทที่เผาเงิน 30 ล้านในหนึ่งคืนเพื่ออีเวนต์เปิดตัว เพราะประสบการณ์เป็นสิ่งที่ทุกคนโหยหา เราก็เบื่อ เลยมาทำโซเชียลมีเดีย แล้วเราก็สนุกกับมันมาก เพราะไม่น่าเชื่อว่ามนุษย์ธรรมดาอย่างเรา ก็เป็นสื่อได้ มนุษย์ธรรมดาอย่างเราก็มีอำนาจได้ ตรงนั้นแหละที่เป็นความตื่นเต้นของผมในช่วงนั้นเลยว่าทำไมคนธรรมดา ที่ถ้าเราเจอตามท้องถนนจะไม่รู้เลยว่าเขาคืออินฟลูเอนเซอร์ ทำไมเขาถึงมีอำนาจขนาดนั้น แล้วเราก็สามารถทำให้พลังนี้มาอยู่กับตัวเราเองได้ ไม่ได้อยู่กับสื่อแบบดั้งเดิมเหมือนเมื่อก่อน

ทั้งหมดนี้น่าจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ผมรู้ว่า อำนาจที่สำคัญที่สุด ค