5 บทเรียนการตลาด Disney+ กับการปรับตัวครั้งใหญ่

marketing transformation

In Summary

  • การเปิดตัวของ Disney+ ถือเป็นอีกนวัตกรรมที่ช็อควงการสตรีมมิงออนไลน์ เพราะคลาสสิกอย่าง Disney ก็ปรับตัวกับเขาได้ แถมยังทำได้ดีอีกด้วย
  • บริษัทนักสร้างคอนเทนต์แบบ Disney ก็ยังมีการตลาดที่เฉียบขาด ทำให้ได้ยอดสมาชิกไปกว่า 50 ล้านคนใน 5 เดือนแรกเท่านั้น
  • บทเรียนการตลาดจาก Disney+ 5 ข้อที่นักการตลาดควรนำไปปรับใช้ ได้แก่ ถ้าถูกเทคโนโลยี Disrupt กระโดดเข้าใส่เทคโนโลยีก่อนเลย และพัฒนาให้ดีขึ้นอีก เลือกจังหวะให้ดีที่สุด ดึงคนได้อีกเยอะ คอนเทนต์คือราชา เน้นคอนเทนต์ที่ดี และบอกให้โลกรู้ และคิดจะเล่นกับคนหมู่มาก อย่าเล่นตัว ต้องสมัครได้ง่าย ดึงดูดใจ ไม่ต้องคิดเยอะ

หากเราพูดถึง Disney ภาพที่ขึ้นมาในหัวของทุกคนคงเป็นภาพของการ์ตูนและเทพนิยายคลาสสิก เพื่อนสนิทที่สุดของใครหลายๆ คนในวัยเด็กเนื้อแท้ของ Disney นั้นคือความคลาสสิกที่หลายคนหลงใหลก็จริง แต่ถ้ายังคงเปลือกนอกของรูปแบบบริการที่ไม่ปรับตัว ก็ไม่สามารถอยู่ยงคงกระพันในยุคที่โลกเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือเพราะการเข้ามาของเทคโนโลยีได้

และ Disney ก็ทำการปรับตัวเข้ากับยุคดิจิทัลที่ออนไลน์สตรีมมิงมาแรงได้อย่างยอดเยี่ยม ด้วยการเปิดตัว Disney+ สตรีมมิงแพลตฟอร์มของ Disney ที่เป็นที่ยอมรับไปทั่วโลกด้วยยอดสมาชิกกว่า 50 ล้านคนหลังจากการเปิดตัว 5 เดือนแรกเท่านั้น

“การเปิตตัว Disney+ เป็นเหมือนการเร่งกระบวนการ disruption ต่อธุรกิจของเราเอง” บ็อบ ไอเกอร์ (Bob Iger) ซีอีโอของ Disney กล่าว ซึ่ง Disney+ ก็เป็นการ disrupt อย่างหนักที่มีต่อธุรกิจของ Disney ที่ขายภาพยนตร์เป็นหลัก แต่ในขณะเดียวก็ต่อชีวิตให้ Disney อยู่รอดและประสบความสำเร็จได้ไปอีกหลายทศวรรษทีเดียว 

แน่นอนว่าบริษัทนักสร้างคอนเทนต์อย่าง Disney เปิตตัวโปรดักส์สำคัญขนาดนี้ก็คงมีกลยุทธ์การตลาดที่ไม่ธรรมดา แถมยังประสบความสำเร็จได้ในขณะที่มีคู่แข่งรายใหญ่อย่าง Netflix และ Amazon อยู่แล้ว วันนี้ SHiFT Your Future จึงจะพาทุกคนมาเปิดบทเรียนการตลาดชั้นเยี่ยมที่ถอดมาจากการเปิดตัวครั้งใหญ่ของ Disney+ กัน

 

1. ถ้าถูกเทคโนโลยี Disrupt กระโดดเข้าใส่เทคโนโลยีก่อนเลย และพัฒนาให้ดีขึ้นอีก

การเข้ามาของสตรีมมิงออนไลน์เปลี่ยนโลกของภาพยนตร์ไปหลายอย่าง ตั้งแต่แผ่นซีดี ดีวีดีที่ขายไม่ออกอีกต่อไป รวมถึงจำนวนผู้ชมในโรงภาพยนตร์ก็น้อยลง ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจเพราะมีบริการที่ราคาถูกกว่ามาเสิร์ฟถึงบ้าน Disney ไม่เสียเวลาลังเลอะไร แต่ใช้การถูก disrupt ครั้งนี้ให้เป็นประโยชน์ด้วยการจัดการซื้อภาพยนตร์ของ Marvel, Lucas (Star Wars), National Geographic, Pixar, และ 21st Century Fox มาเพื่อแข่งกับคู่แข่งยักษ์ใหญ่แบบ Netflix และ Amazon ซะเลย นอกจากนี้ยังมีตัวช่วยเป็นภาพยนตร์ของ Disney เองที่ครองใจคนทั่วโลกอยู่แล้ว ซึ่งถ้าหาก Disney ลังเลสักนิด ทั้งหมดนี้อาจไม่ทันการณ์

 

2. ไม่มองข้ามการตลาดแบบออฟไลน์ และใช้อย่างชาญฉลาด

แม้ Disney+ จะเป็นสตรีมมิงออนไลน์ แต่ Disney ก็ไม่เคยมองข้ามการตลาดแบบออฟไลน์ โดย Disney ได้เปิดตัว Disney+ ที่งาน D23 Expo ที่แคลิฟอร์เนีย ซึ่งมีแฟน Disney อยู่กว่า 100,000 คน โดยเปิดให้สมัครสมาชิกที่งานได้เลย เพียงแค่ต้องสมัครยาว 3 ปี แต่ก็ได้ส่วนลดถึง 33 เปอร์เซ็นต์ นอกจากนี้ตาม Disney Land ก็ยังมีการโปรโมต Disney+ อยู่เสมอ ใน Disney Cruise เองก็มีการเปิด Sneak preview ให้ดูว่าใน Disney+ มีภาพยนตร์เรื่องอะไรบ้าง ซึ่งการจัดอีเวนต์แบบออฟไลน์ และการทำการตลาดแบบออฟไลน์นั้นทำให้แฟนคลับรู้สึกเชื่อมต่อกับดิสนีย์มากขึ้น รู้สึกว่าตนเองเอ็กซ์คลูซีฟ ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่หาไม่ได้จากออนไลน์

 

3. เลือกจังหวะให้ดีที่สุด ดึงคนได้อีกเยอะ

การเลือกจังหวะเปิดตัว Disney+ ก็เป็นกลยุทธ์ที่ไม่กล่าถึงไม่ได้ โดย Disney เลือกเปิดตัว Disney+ ก่อนภาพยนตร์เรื่อง Frozen 2 เข้าฉาย 10 วัน นั่นหมายความว่าแฟนๆ จะได้ดูก่อนใครใน Disney+ จากนั้นไม่นาน ก็นำ Star Wars เข้ามาในแอปพลิเคชันเพื่อดึงดูดผู้ใช้งานเพิ่มขึ้น และ Disney+ ยังเลือกเปิดตัวในช่วงเทศกาลวันหยุดที่แน่นอนว่าคงมีคนมีเวลาว่างดูหนังกันเพียบ

 

4. คอนเทนต์คือราชา เน้นคอนเทนต์ที่ดี และบอกให้โลกรู้

แม้ตัว Walt Disney เองจะไม่ได้มีคอนเทนต์มากเท่าที่ Netflix มี แต่ Disney ก็ฉลาดในการเลือกเอาคอนเทนต์เก่า ๆ ที่เคยฉายใน Disney Channel มารวมไว้ ซึ่งล้วนเป็นซีรีส์ที่อยู่ในใจหลายๆ คนแน่นอน นอกจากนี้ Disney ยังผลิตคอนเทนต์ใหม่ ๆ เช่น The Mandolorian ซึ่งถือเป็น Star Wars แบบซีรีส์มาเพื่อดึงดูดแฟนคลับกลุ่มใหม่ และการตลาดก็เฉียบขาด โดยในวันเปิดตัว Disney ทวีตความยาวกว่า 233 ทวีตเพื่อบอกแฟนๆ ว่าใน Disney+ มีอะไรให้ดูบ้าง

 

5. คิดจะเล่นกับคนหมู่มาก อย่าเล่นตัว ต้องสมัครได้ง่าย ดึงดูดใจ ไม่ต้องคิดเยอะ

ราคาสมาชิกของ Disney+ นั้นถูกมาก ราคาแค่ 6.99 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อเดือนเท่านั้น ถูกว่า Netflix ถึง 6 ดอลลาร์ และสามารถดาวน์โหลดคอนเทนต์ไปเก็บในอุปกรณ์ได้กว่า 10 เครื่อง และใช้ได้ 7 บัญชี อะไรจะดีไปกว่าแพคเกจที่ล่อตาล่อใจแบบนี้

Source

Mckinley Marketing Partners

Indigo 9 Digital

สนใจคอร์สเรียน อัพสกิลต่างๆ คลิกเพื่อดูหน้าคอร์สได้เลย

คอร์สเรียนออนไลน์

รับคูปองส่วนลดพิเศษ สำหรับคอร์สเรียน

กรอกอีเมล์รับส่วนลดคอร์สเรียน 40% พร้อมคอนเทนต์พัฒนาตัวเอง และโปรโมชั่นต่างๆ จากทาง SHiFT